Siam Business Forum

ปาฐกถา “Thailand’s Economic Perspective in an Uncertain World” โดย อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำนวนมาก จึงขอย้ายสถานที่จัดจาก Auditorium 19-19 เป็น Hall of Fame อาคาร 19 ชั้น 1 

SIAM BUSINESS FORUM THAILAND’S ECONOMIC PERSPECTIVE IN AN UNCERTAIN WORLD

Siam Business Forum Thailand’s Economic Perspective in An Uncertain World

บรรยายโดย (His Excellency)

  • คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย
  • Abhisit Vejjajiva The 27th Prime Minister of Thailand

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2562

  • เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม Hall of Fame อาคาร 19 ชั้น 1  
  • 2.00-4.00 pm. Hall of Fame, Building 19 Fl 1

Siam Business Forum 5-Abhisit Vejjajivaคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โพสที่เกี่ยวข้อง:

 

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10157288214481144&type=3

Siam Business Forum Thailand’s Economic Perspective in An Uncertain World

Siam Business Forum 4 “Design Thinking” เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล (Founder & CEO Asian Leadership Academy และบริษัท ลูกคิด จำกัด, ศิษย์เก่า Stanford d. School, Stanford University, USA. ) 2 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 14.00 -16.00 น.  ณ ห้อง 403 ชั้น 19  อาคารเฉลิมพระเกียรติ จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม siam-businessforum-desing-thinking-siamUniversity-MBADesign Thinking เป็นกระบวนการที่ช่วยหาไอเดีย และสร้างต้นแบบไอเดียมาทดลอง การคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ จากการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง โดยการคิดระดมสมองเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น ต้นแบบ ของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ๆ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อการขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ให้กับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้น Design Thinking จึงเป็นกระบวนการคิดที่สามารถใช้ได้กับกระบวนการหาธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ

Design Thinking ถ่ายทอดโดย โค้ชเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง LUKKID บริษัทที่ให้คำปรึกษา และออกแบบหลักสูตรสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยในการอบรมครั้งนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร ได้รับการถ่ายทอดกระบวนการสร้างสรรค์เชิงออกแบบ เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจและแก้ปัญหาให้กับสังคม

  • เรียนรู้กระบวนการ Design Thinking (การคิดสร้างสรรค์เชิงออกแบบ) ที่ใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรม
  • เรียนรู้ “การเปิดใจ” เพื่อ “เข้าใจถึงปัญหา”
  • เรียนรู้ “วิธีระดมสมอง” และ “การขับเคลื่อนความคิดดีๆ” สู่การลงมือ “สร้าง” และ “ปฎิบัติ” จริง
  • กระบวนการแก้ปัญหาที่ “ถูกจุด”
  • กระตุ้นการคิด “นอกกรอบ” เพื่อแก้ปัญหาด้วยแนวคิด “Fail Fast, Fail Cheap, Fall Forward”

อ้างอิงจาก: 


โพสที่เกี่ยวข้อง:

Siam Business Forum 4 “Design Thinking

Siam Business Forum 3 “The Future of Education” วันที่ 21 พ.ย. 2018 บรรยายโดย คุณกระทิง พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt สถาบันสอนสตาร์ตอัพ ผู้บริหารกองทุน 500 TukTuks กองทุนย่อยในเครือ 500 Startups ของสหรัฐอเมริกา ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ อาคาร 19 ชั้น 10  เวลา 13.30-15.00 น. ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช รองอธิการบดี และคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายทิศทางและอนาคตในแวดวงการศึกษาไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption อย่างเต็มตัว ที่ต้องเร่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อรองรับกับความต้องการแรงงานคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น Siam Business Forum ครั้งที่ 3 จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ MBA, รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช (คณบดี)

รู้จักกระทิง พูนผล

กระทิง พูลผล (คุณเรืองโรจน์ พูนผล) จากเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่คุณแม่ตั้งชื่อให้แข็งแรงเหมือนกระทิง เรียนหนังสือในโรงเรียนประถมวัดคูยาง จังหวัดกำแพงเพชร ค้นพบตัวเองจากรางวัลที่ 2 การประกวดอ่านร้อยแก้วประจำจังหวัด และก้าวเข้าไปสู่รางวัลเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิก เหรีญทองแดงคณิตศาสตร์โอลิมปิค และที่สาม ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย จากโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สอบติดแพทย์ศิริราช และเปลี่ยนมาเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 1 เข้าทำงานที่บริษัทในเครือพีแอนด์จี แล้วเรียนต่อหลักสูตรอินเตอร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานฝ่ายขาย และการตลาดของพีแอนด์จี จนกระทั่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาครองโลก และธุรกิจต่างๆ ในยุคเริ่มต้น จนมีมูลค่ามหาศาล และทรงอิทธิพลต่อคนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เช่น บริษัทขายสินค้าออนไลน์อย่าง Yahoo ร้านค้าเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จจนมีมูลค่าทางธุรกิจเป็นหมื่นๆ ล้าน ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้ กระทิง พูลผล สนใจที่จะเข้าไปสู่ “ซิลิคอน แวลลีย์” บริษัทที่อุดมไปด้วยบุคลากรที่จบจากโรงเรียนบริหารด้านธุรกิจ สถาบันสแตนฟอร์ด ผู้ให้กำเนิด Google, Yahoo, Instagram เป็นต้น (ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ, 2559)

กระทิง พูลผลเข้าสู่สถาบันแสตนฟอร์ด มีโอกาสได้เข้าเรียนในคลาสที่มี อีริค ชมิดท์ ประธานกรรมการบริหาร กูเกิล อิงค์ กับรูปแบบยุทธศาสตร์ในการทำสตาร์ตอัพยุคแรกของยาฮูและอีเบย์ ได้ทำให้คุณกระทิง เกิดมุมมองและแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับสตาร์ตอัพ และได้ฟังแนวคิดด้านการเป็นสตาร์ทอัพยุคแรกจาก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าของบริษัท Facebook


รู้จัก กองทุน 500 TukTuks

กองทุน 500 TukTuks คือการลงทุนในสตาร์ตอัพเมืองไทยระดับ seed stage (รับเงินลงทุนก้อนแรก) หรือก่อน series A โดยมีโจทย์ว่าจะลงทุนให้ได้ 50 บริษัทภายใน 3 ปีข้างหน้า ตอนนี้ลงทุนไปแล้วประมาณ 10 บริษัท ก็เหลืออีก 40 ราย คิดเลขง่ายๆ คือเดือนละบริษัท

สิ่งที่กองทุนนี้มอบให้คือเงิน กรอบประมาณ 1 แสนดอลลาร์หรือ 3 ล้านบาท แต่นอกจากเงินแล้ว 500 TukTuks ยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผลักดันสตาร์ตอัพในแง่ความรู้และคอนเนคชั่นด้วย เพราะเราอยู่ในสังกัดของ 500 Startups ซึ่งเป็น 1 ใน 3 กองทุนชื่อดังของสหรัฐที่ลงเงินในบริษัทขั้น early-stage (อีก 2 รายคือ Y Combinator และ Techstars) ถือเป็นการยกกองทุนจากซิลิคอนวัลเลย์มาเมืองไทยเป็นครั้งแรก

สิ่งที่ 500 Startups มีให้คือโครงการบ่มเพาะที่เรียกว่า Distribution หรือเรียกสั้นๆ ว่า Distro เป็นทีมผู้เชี่ยวชาญที่สอนเรื่องกระบวนการด้านตัวเลขโดยเฉพาะ เช่น ต้นทุนในการหาผู้ใช้ การผลักดันอัตราการเติบโต (growth hacking) ไว้พอเราลงทุนในบริษัทได้จำนวนเยอะพอสมควร ก็จะดึงทีม Distro บินมาสอนที่เมืองไทยเลย

สิ่งที่ 500 TukTuks ช่วยได้คือเครือข่ายของ 500 Startups ในระดับโลก อธิบายง่ายๆ คือ 500 TukTuks จะลงทุนขั้นต้นในขั้นของเมืองไทยให้ก่อน พอบริษัทเดินหน้าไปได้ระดับหนึ่งแล้วก็ยังมีกองทุน 500 Durians ที่จับตลาดระดับเอเชียตามลงทุนต่อให้ และถ้าไปได้ไกลกว่านั้นก็จะเป็น 500 Startups อันหลักเลย ดันไปได้ถึง series B

เครือข่ายของ 500 Startups สามารถเชื่อมต่อให้คุยกันได้ เช่น ถ้ามีบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กันในประเทศอื่น เราสามารถต่อให้ founder คุยกันเพื่อรับทราบประสบการณ์แบบเดียวกันได้ ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดจากศูนย์

500 TukTuks มองหาบริษัทแบบไหน

บริษัทที่เรามองหาคือคนที่ยังไม่ได้รับเงินลงทุนแม้แต่ก้อนเดียว ถ้าคิดว่าพร้อมจะลุย มีทีมงานแล้ว ยังไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ มาคุยได้เลย

การมาร่วมกับ 500 TukTuks เราคาดหวังว่าจะต้องมาทำงานแบบฟูลไทม์ ต้องจดบริษัท ตอนมาคุยยังไม่จดบริษัทหรือไม่ลาออกจากงานประจำก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามาแล้วก็ขอให้พร้อมสำหรับการทำงานเต็มเวลา

บริษัทแบบที่เราต้องการคือบริษัทที่ทำธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต สามารถสเกลหรือขยายตัวได้จากประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต บริษัทด้านฮาร์ดแวร์อาจยังไม่เข้าข่ายเพราะเราไม่เชี่ยวชาญ สิ่งที่เราอยากได้คือนำโมเดลธุรกิจจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้ว มีตัวอย่างพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง นำมาปรับแต่งให้เหมาะสมกับตลาดเมืองไทย และในระยะต่อไปสามารถขยายไปยังระดับภูมิภาคได้

ตัวอย่างบริษัทแบบนี้ก็อย่างเช่น Ookbee, Wongnai, Priceza ที่นำโมเดลของต่างประเทศมาบุกตลาดไทยจนประสบความสำเร็จแล้ว ตัวอย่างโมเดลที่เราสนใจก็พวกทำ marketplace และ e-commerce เฉพาะด้าน

ทีม founder ที่เราอยากเห็นคือทีมที่มีครบทั้งคนทำด้านธุรกิจ ด้านเทคนิค ด้านดีไซน์ 3 อย่าง ซึ่งจากประสบการณ์พบว่าทีมเมืองไทยยังไม่ค่อยครบสายเท่าไร บางครั้งก็เป็นทีมด้านธุรกิจหมดเลย หรือด้านเทคนิคกันทุกคนเลย

ตัวอย่างบริษัทที่เราลงทุนไปแล้วคือ Blisby ตลาดซื้อขายงานประดิษฐ์ และ Omise บริษัททำระบบจ่ายเงิน

ถ้าสนใจอยากเข้าไปขอเงินลงทุนจาก 500 TukTuks ต้องทำอย่างไร

นัดเข้ามาคุยได้เลยครับ เมลมาที่ krating@500.co หรือถ้าเจอตัวที่ไหนก็เดินเข้ามาคุยได้เลย
(blog, 2015)

 

Siam Business Forum 3


mk’s blog. (29 มิถุนายน 2015). สัมภาษณ์ กระทิง พูนผล บริษัทสตาร์ตอัพแบบไหนที่กองทุน 500 TukTuks ต้องการ. เข้าถึงได้จาก BLOGNONE: https://www.blognone.com/node/68053

ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ. (13 มีนาคม 2559). “กระทิง พูนผล” มือปั้นสตาร์ทอัพไทย. เข้าถึงได้จาก Posttoday: https://www.posttoday.com/politic/report/421196

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์. (24 สิงหาคม 2558). “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล Behind a Startup. เข้าถึงได้จาก Forbes Thailand: http://www.forbesthailand.com/news-detail.php?did=535


เว็บไซต์ Startupthailand: https://www.startupthailand.org/
ติดตามแฟนเพจ @500tuktuks: https://www.facebook.com/500tuktuks/


โพสที่เกี่ยวข้อง:

Siam Business Forum 3 The Future of Education

The Future of Thailand “Siam Business Forum 2nd” Dr.Supachai Panitchpakdi

Former Director-General, World Trade Organization (ETO)
Former Secretary-General, UNCTAD
Former Deputy Prime Minister & Minister of Commerce

29 August 2018 / 13.30-15.00 p.m.
Auditorium, Building 19 Floor 19

บัณฑิตวิทยาลัย บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ร่วมรับฟังการบรรยาย เรื่อง “The Future of Thailand” โดย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ,รมต.ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ,ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก(WTO) และ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) เนื่องในกิจกรรม “Siam Business Forum ครั้งที่ 2” วันพุธที่ 29 สิงหาคม เวลา 13:30-15:00 น. ณ ห้องAuditorium (ชั้น19 อาคาร19) มหาวิทยาลัยสยาม


 “Future of Thailand”  โดย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์

ท่าน ดร.ศุภชัย เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงหัวข้อในวันนี้ (อนาคตของประเทศไทย: Future of Thailand) ว่าเป็นหัวข้อที่เปิดโอกาสให้ผู้พูดได้พูดในสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางตามที่ตัวผู้พูดต้องการ ดังนั้น การพูดในวันนี้จะเป็นสิ่งที่ตัวท่านเห็นว่าสำคัญและเกี่ยวข้องกับงานของท่าน ไม่ว่าจะเป็นที่ องค์การสหประชาชาติ หรือ องค์การการค้าโลก ซึ่งท่านจะพยายามสะท้อนออกมาให้พวกเราเห็นถึงอนาคตในวันข้างหน้าของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การพูดในวันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของภาครัฐ

The Future of Thailand "Siam Business Forum ครั้งที่ 2" Dr.Supachai Panitchpakdi
การคาดการณ์อนาคต หรือการทำนายว่ามันจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ควรต้องมีภาพคร่าวๆ ว่า มันจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายและทิศทางที่จะร่วมกันก้าวไป แล้วที่จริงไทยเรามีอนาคตหรือไม่ คำถามนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาขบคิดกัน เราอาจเริ่มพิจารณาจากสิ่งที่นักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติมองอนาคตของเรา หากสังเกตจากโพลต่างๆ จำนวนไม่น้อยก็แสดงให้เห็นว่า พวกเขามีความเชื่อมั่นที่เป็นบวกต่ออนาคตของประเทศไทย ท่าน ดร.ศุภชัยเองก็เคยพบในหน้าหนังสือพิมพ์เช่นกันว่าไทยเรามักจะถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่น่าลงทุนที่สุด ภาครัฐก็เช่นกัน มักจะประกาศหรือรายงานสภาวะเศรษฐกิจไปในทิศทางที่เป็นบวก ซึ่งเป็นไปได้ที่อาจจะไม่ตรงกับที่เป็นจริงนัก การรายงานแต่เฉพาะสิ่งที่ผู้คนอยากฟังอาจทำเพื่อให้ตัวเองดูดี หรือเพื่อความสบายใจของประชาชน อาจเป็นเจตนาดี แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง และขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือต่อเหตุการณ์ร้ายที่กำลังจะมาถึงได้


 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรากฏขึ้นมักจะฟ้องถึงการขัดกันระหว่างสิ่งที่ออกสื่อกับข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ตัวเลขจาก การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (The United Nations Conference on Trade and Development: UNCTAD) แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยในในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างมากจากช่วงรุ่งเรืองในอดีต เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า เราสูญเสียความแข็งแกร่งในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติไป เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญมากในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศ โดยปกติแล้วประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย เราควรจะเติบโตปีละ 5% และควรจะเติบโตในระดับนี้อย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อผู้คนจะได้มีงานทำอย่างเพียงพอ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตาม จะต้องทำให้ทั่วถึงกันทุกภาคส่วน และเน้นไปที่กลุ่มคนในระดับล่างโดยให้มีอัตราเร่งที่เร็วเพียงพอที่จะตามกลุ่มอื่นๆ ได้ทัน สำหรับประเทศไทย หากจะเติบโตปีละ 5% เราควรจะต้องมีการลงทุนประมาณ 28-30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แต่ในปัจจุบันเรามีการลงทุนประมาณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต้นๆ เท่านั้น


Siam-Business-Forum-The-Future-of-Thailand01อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องให้ความสำคัญสำหรับอนาคตประเทศไทยก็คือ การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง การกระจายรายได้ของเรายังมีปัญหา ผู้คนที่มักจะถูกละเลยก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะไม่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อไม่นานนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการส่งออกจะเติบโตขึ้นมากและมีทิศทางที่สดใส เม็ดเงินที่ได้มาก็ไม่ได้กระจายไปถึงมือผู้มีรายได้น้อยเท่าไรนัก เราคงจะมีอนาคตที่ดีไม่ได้ หากยังมีช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน และช่องว่างนั้นนับวันจะยิ่งห่างขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การลงทุนที่กล่าวแล้วข้างต้น จะต้องถูกกำหนดให้อยู่ในโครงการที่ส่งเสริมความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และโอกาส โดยเฉพาะให้แก่ผู้คนในระดับล่าง หากเราใช้เกณฑ์ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals : UNSDG) ที่ว่าประเทศควรจะเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในกลุ่ม 40% ด้านล่าง ให้พวกเขาได้มีรายได้เติบโตอย่างน้อย 2 เท่าของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น หากไทยเราจะเติบโตปีละ 5% เราก็ควรมีอัตราการเติบโตของรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยในกลุ่ม 40% ล่าง ประมาณ 10%


Siam-Business-Forum-The-Future-of-Thailand01

ความเข้าใจในเรื่องการแบ่งแยกกันในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เป็นทางการ กับเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ (Segmentation: formal and informal sectors) ก็มีผลต่ออนาคตของประเทศไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการค่อนข้างมาก เศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการจะคอยเกื้อหนุนเศรษฐกิจที่เป็นแบบทางการ โดยเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการจะคอยสนับสนุนแรงงานและวัตถุดิบราคาถูกให้แก่เศรษฐกิจแบบทางการ แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐมักจะละเลยเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ จึงทำให้การดำเนินนโยบายจำนวนมากไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ เราจึงควรมีนโยบายที่ส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจทั้ง 2 ขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่อง การแบ่งแยกกันในระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจชุมชน ความร่วมมือกันของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้มีการแข่งขัน และการคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีความจำเป็น


The Future of Thailand "Siam Business Forum ครั้งที่ 2" Dr.Supachai Panitchpakdi

ในตอนท้าย ท่าน ดร.ศุภชัย ได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษา ท่านเห็นว่า เราสมควรที่จะมีแผนระยะยาวเอาไว้เสมอ แม้ว่าเราไม่อาจรู้เลยว่าในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เราก็ควรจะมีแผนเพื่อเตรียมรับมือกับมัน และการศึกษาถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะคุณภาพของคนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ เราควรส่งเสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ให้มาก การศึกษาจะต้องครอบคลุมและทั่วถึง โดยให้โอกาสแก่ทุกๆ คน อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อผู้คนจะได้มีโอกาสเลือก ดังที่ อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้กล่าวไว้ว่า การมีอิสระที่จะเลือก คือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง

แปล-เรียบเรียง โดย ผศ.ดร.รัฐวุฒิ รู้แทนคุณ และ ดร.พิจิตร เอี่ยมโสภณา

โพสที่เกี่ยวข้อง:

งานเสวนา Siam Business Forum ครั้งที่ 1 นำโดยวิทยากรมืออาชีพ คุณปริญญ์ พานิชภักดิ์ ในหัวข้อ เศรษฐกิจไทยยุคดิจิตอล “ทางเลือก ทางรอด และโอกาส” วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2561 เวลา 13.00 น. – 14.30 น. ณ ห้อง Auditorium อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น 19 มหาวิทยาลัยสยาม จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ เป็นลูกชายคนโตของ “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์(อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์) “ปริญญ์” จบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ลอนดอน สกูล ออฟ อีโคโนมิกส์ (แอลเอสอี)

เริ่มทำงานเป็นนักวิเคราะห์ที่ธนาคารเมอร์ริล ลินช์ ที่ลอดดอน และเป็นวาณิชธนากร ที่ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร กลับมาเมืองไทยทำงานเป็นรองประธานที่ดอยช์แบงก์, หัวหน้าฝ่ายตลาดเครดิต ลียองเนส์ ประเทศไทย และผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการลงทุนภูมิภาคเอเชีย บริษัท เครดิต ลียองเนส์ (ฮ่องกง) ซึ่งในจังหวะนี้เองเขาได้รู้จักกับ “ปีเตอร์ ลัม” ซึ่งเป็นลูกชาย “เดวิด ลัม” เจ้าของร้านเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์ ต้นตำรับ ที่ลอนดอน จนนำมาสู่การทำธุรกิจ โดยเปิดร้านเป็ดย่าง “โฟร์ซีซั่นส์”

ในวัยเพียง 35 ปี เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการลงทุนภูมิภาคเอเชียและญี่ปุ่น บล.ซี แอล เอส เอ ที่ฮ่องกง และเป็นกรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอลเอส เอ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) ในการเข้าซื้อกิจการ บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (F&N) บริษัทที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และเครื่องดื่มของสิงคโปร์

ปัจจุบัน ได้เข้ามาสู่แวดวงการเมือง ดดยรับเป็นหัวหน้า “ทีมอเวนเจอร์เศรษฐกิจ” ให้กับพรรคประชาธิปัตย์

SiamBusinessForum 1st 2018

โพสที่เกี่ยวข้อง:

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ เศรษฐกิจไทยยุคดิจิตอล “ทางเลือก ทางรอด และโอกาส”

Scroll to Top