วันที่ 18 มิถุนายน 2562 การลงนามความร่วมมือระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจดิจิตอล (DEPA) และมหาวิทยาลัยสยาม ในการพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต หลักสูตร MBA for Digital Executives โดยมี ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

โดยมี รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช  คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ร่วมลงนามในการพัฒนาหลักสูตร กับ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจดิจิตอล ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการสำนักงาน (กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง และผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอโครา ผู้ให้คำปรึกษาธุรกิจที่ต้องการเสนอขายไอซีโอ ให้เกียรติมาเป็นสักขีพยาน ร่วมกับ ดร.ธนกร ลิ้มศรัณย์ อาจารย์ประจำหลักสูตร รองศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร เปรมชัยสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ(วท.ม.) มหาวิทยาลัยสยาม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลเรือตรีหญิง สุภัทรา เอื้อวงศ์ รองอธิการบดีด้านมาตรฐานวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น 19 มหาวิทยาลัยสยาม เวลา 13.00-16.00 น.

ติดต่อ สมัครเรียน: รับขอเสนอสุดพิเศษ

เพิ่มเพื่อน

  • สำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น3
  • ศูนย์รับสมัครนักศึกษาฯ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น 1
    ทุกวัน  จันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 8.30-16.30 น.
  • โทรศัพท์ 02-8686866, 02-8686000 ต่อ 5336

 

 

 

หลักสูตรผู้บริหารยุคดิจิทัล (Digital Executives Program)

ฟังการเสวนาในหัวข้อ “ติดปีกให้ธุรกิจด้วย Digital Technology” จากวิทยากรนักการตลาดออนไลน์  ภญ.โสภา (โซอี้) พิมพ์สิริพานิชย์ มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก จากการเป็นเจ้าของผ้าพันคอแบรนด์ โซอี้สคาร์ฟ (Zoe Scarf) แบรนด์ชั้นนำในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ และส่งออกไปยัง 8 ประเทศ ที่มามอบแนวทางสำหรับผู้ที่เตรียมตัวจะทำการตลาดออนไลน์ ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน โดยใช้เครื่องมือโซเชียล ต่างๆ ที่มีทั้งแบบเสียเงินแบบจ้างทำทีเดียวจบ หรือจะทำเอง ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้สักหน่อย ก็ทำได้ไม่ยาก หรือใช้เครื่องมือทำการตลาดแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น โพลลงเฟซบุ๊คส์ ยูทูป เป็นต้น ส่วนแนวทางการวางแผนทางการตลาดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า การมีส่วนร่วม ทำโปรโมชั่น และจัดการ อี-คอมเมิร์ซ   สิ่งที่คุณโซอี้เน้นย้ำก็คือ การสร้างแบรนด์ เป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เนื่องจากสินค้าทุกอย่างย่อมมีคู่แข่ง ที่ทำสินค้าชนิดเดียวกันออกมา การสร้างแบรนด์ให้เริ่มต้นจากการสร้างบุคลิกภาพให้กับสินค้าของตนเอง ต่อไปก็ตั้งชื่อ กำหนดสี  ตราสัญลักษณ์ รวมไปถึง การสร้างเรื่องราว ที่มาของแบรนด์ให้คนไปเล่าขานจดจำสินค้าของเราได้ ซื้อสินค้าเราแล้วคุ้มค่า  ส่วนเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ที่ควรระมัดระวัง ได้แก่ การทำ Graphic design ที่ตรงกับบุคลิกของสินค้า เพราะลูกค้ามักตัดสินใจซื้อเนื่องจากได้เห็นรูปภาพ สำหรับลูกค้าเก่าต้องรักษาไว้ให้ได้ เพราะมีต้นทุกการทำการตลาดน้อยกว่าการทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ  สำหรับผู้ที่ทำการตลาดผ่านทางโซเชียล การเขียนโพสต้องระวังจะกลายเป็นขยะ ทุกโพสต้องทำ SEO หรือใส่คีย์เวิร์ดให้กับสินค้าของเราด้วย เพื่อให้ ระบบสืบค้น เช่น Google สามารถสืบค้นสินค้าของเราพบ นอกจากนี้ก็ควรจัดกิจกรรมให้คนเข้ามามีส่วนร่วม กระตุ้นหรือหาวิธีให้ผู้ที่ติดตามกดไลท์ กดแชร์  โดยเน้นย้ำที่แก่นแท้ของสินค้าของเรา เป็นหลัก

 

โสภา (โซอี้) พิมพ์สิริพานิชย์

– – – – – – – – – – – – – – – –

https://www.facebook.com/MBA.SIAM.UNIVERSITY/videos/301900074097687/


 

 

https://www.facebook.com/MBA.SIAM.UNIVERSITY/videos/357345154984433/

 

ขอเชิญผู้สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ร่วมฟังงานเสวนาในหัวข้อ
“ติดปีกให้ธุรกิจด้วย Digital Technology” โดยคุณ ZOE ผู้ประกอบการธุรกิจ Zoe Scarf
และ LINE@Certified Trainer คนแรกของประเทศไทย

พร้อมเข้าร่วมในพิธีลงนามความร่วมมือ “การพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต” ระหว่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และมหาวิทยาลัยสยาม

รับฟังข้อมูลหลักสูตรเพื่ออนาคต “ผู้บริหารยุคดิจิทัล (Digital Executives)”

– – – – – – – – – – – – – – – –

✔️ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562
✔️ เวลา 13.00-16.00 น.
✔️ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น 19 มหาวิทยาลัยสยาม

ลงทะเบียนเข้างานได้ที่นี่ [ https://mba.siam.edu/de/ ]

– – – – – – – – – – – – – – – –

Error requesting data: cURL error 28: Operation timed out after 5001 milliseconds with 0 out of -1 bytes received

หลักสูตรผู้บริหารยุคดิจิทัล (Digital Executives Program)

[contact-form-7 id=”1430″ title=”Contact DE 2019″]

สมัครเรียน+หลักสูตรปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) “ผู้บริหารยุคดิจิทัล (Digital Executives)”

สมัครเรียน หลักสูตรปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA)
“ผู้บริหารยุคดิจิทัล (Digital Executives)”

 

 

เพิ่มเพื่อน

คลิกรับขอเสนอสุดพิเศษ

รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) พัฒนา หลักสูตรปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ผู้บริหารยุคดิจิทัล (MBA Digital Executives) เพื่อตอบสนองความต้องการของคนทำงานและผู้บริหารองค์กร ที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการองค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรแรกที่เกิดจากความร่วมมือกันของมหาวิทยาลัยสยาม และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า ได้มีการออกแบบรายวิชา และคัดเลือกอาจารย์ ที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้หลักสูตรสามารถตอบโจทย์และคนทำงานและผู้บริการในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ธนกร ลิ้มศรัณย์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ผู้พัฒนาหลักสูตรผู้บริหารยุคดิจิทัล และ ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รอง ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยังกล่าวอีกว่า หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรแรกแบบ Degree Program ในประเทศไทย และเป็นสถาบันการศึกษา 1 ใน 2 สถาบันที่ได้รับความร่วมมือจาก Harvard MOC Affiliate Network อย่างเป็นทางการ ระยะเวลาเรียนประมาณ 1 ปี 6 เดือน และยังสามารถสะสมหน่วยกิตได้ด้วย โดย หลักสูตรผู้บริหารยุคดิจิทัล นี้ ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ตั้งแต่เดือนกันยายน ปีการศึกษา 2562

จุดเด่นของหลักสูตร 

  • ร่วมมือกับ DEPA เป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทย
  • เก็บหน่วยกิตเป็น credit bank เรียนรายวิชาแบบ module เสาร์-อาทิตย์
  • เทียบโอนรายวิชาของมหาวิทยาลัยระดับโลก อาทิ Harvard, MIT, Stanford ผ่าน Platform ของ EdX, Coursera
  • เรียน Capstone Project ด้าน Digital Transformation โดยได้รับการสนับสนุนจาก DEPA
  • วิชา Digital Startups, Fail Forward, Competitiveness (พัฒนาโดย Harvard Business School)
  • เรียนเฉพาะเสาร์อาทิตย์ เรียนเดือนละ 1 วิชา เดือนละ 15000
  • ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร ประมาณ 210,000 บาท
  • ระยะเวลาการเรียน ประมาณ 1 ปี 6 เดือน

สอบถามเพิ่มเติม

สำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น3

  • ศูนย์รับสมัครนักศึกษาฯ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 ชั้น1
  • ได้ทุกวันจันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 8.30-16.30 น.
  • โทรศัพท์ 02-8686866 และ 08-9303-9999

สมัครเรียน หลักสูตรผู้บริหารยุคดิจิทัล (Digital Executives Program)

 

งาน Easy Finance Talk 2019 ครั้งที่ 1/2562 ในหัวข้อ “ผ่าเทคนิคการออมและการลงทุน ทำอย่างไรให้มีเงินเก็บหลักล้าน” โดย มหาวิทยาลัยสยามและความร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิปส์ จำกัด มหาชน เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ห้องสมุดมารวย มหาวิทยาลัยสยาม โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช รองอธิการบดีและ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ขึ้นกล่าวเป็นประธาน โดยมีเนื้อหาการบรรยายแบ่งออกเป็นสองช่วงคือ

  • ช่วงแรกบรรยายโดย คุณปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิปส์และ บริษัทฟิลลิปส์ประกันชีวิต จำกัด มหาชน ในหัวข้อ “ผ่าเทคนิคการออมและการลงทุน” โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการออมด้วยกองทุนรวมหุ้นไทย ทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน รวมไปถึง เทคนิคจัดพอร์ตกองทุนรวมและการกระจายความเสี่ยง

 

Easy Finance Talk 2019 ครั้งที่ 1/2562 ในหัวข้อ ผ่าเทคนิคการออมและการลงทุน ทำอย่างไรให้มีเงินเก็บหลักล้าน

  • ในช่วงที่สอง บรรยายโดย คุณชวลิต ทองรมย์ ผู้ช่วยกรรมการอาวุโส และ CAO บริษัท ฟิลลิปส์ประกันชีวิต จำกัด มหาชน ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ เคล็ดลับการสร้างสินทรัพย์กระแสเงินสด การบริหารสินทรัพย์ เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งทางการเงิน ที่คนต้องการ โดยบรรยายถึงเป้าหมายทางการและบริหาร ในรูปแบบการเงิน 4 มิติ เพื่อสร้างสินทรัพย์กระแสเงินสด

Easy Finance Talk 2019 ครั้งที่ 1/2562 ในหัวข้อ ผ่าเทคนิคการออมและการลงทุน ทำอย่างไรให้มีเงินเก็บหลักล้าน

โดยบรรยากาศภายในงานมีผู้ให้ความสนใจสำรองที่นั่งและหน้างานจนเต็มทุกที่นั่งเลยทีเดียว หากใครที่พลาดงานครั้งนี้ไม่ต้องเสียใจเพราะสามารถติดตามชม live facebook การบรรยายย้อนหลังและติดตามข่าวสารและกิจกรรมครั้งต่อไปได้ที่แฟนเพจ ห้องสมุดมารวยมหาวิทยาลัยสยามครับ


https://www.facebook.com/lib.siam.edu/videos/396832664238966/

Easy Finance Talk 2019 ครั้งที่ 1ผ่าเทคนิคการออมและการลงทุน ทำอย่างไรให้มีเงินเก็บหลักล้าน

??เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่  ปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต MBA

รายละเอียดเพิ่มเติม https://admission.siam.edu/2018/12/22/master221261/

สอบถามเพิ่มเติม : สำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจ อาคารเฉลิมพระเกียรติ19 ชั้น3 โทรศัพท์ : 02-4570068  ต่อ 5336

ติดต่อสมัครเรียนได้ที่:  สำนักรับสมัครนักศึกษาฯ อาคารเฉลิมพระเกียรติ อาคาร 19 ชั้น 1 (ตึกสูงสุดในมหาวิทยาลัยสยาม 19 ชั้น)
สำนักรับสมัครฯ เปิดทำการทุกวัน:  จันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 8.30-16.30 น.
โทรศัพท์:  02-8686866 ,02-8686000
https://mba.siam.edu/  https://www.facebook.com/MBA.SIAM.UNIVERSITY

https://www.facebook.com/Admission.Center.Siam/videos/336949287022723/

 

https://www.facebook.com/Admission.Center.Siam/videos/437652937046950/

 

หลักสูตรพัฒนาผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์สากล TRE Mini MBA

สนใจสมัครเรียน

หลักสูตรพัฒนาผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์สากล TRE Mini MB

คลิก

ปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต MBA

New click (testing)

Siam Business Forum 4 “Design Thinking” เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล (Founder & CEO Asian Leadership Academy และบริษัท ลูกคิด จำกัด, ศิษย์เก่า Stanford d. School, Stanford University, USA. ) 2 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 14.00 -16.00 น.  ณ ห้อง 403 ชั้น 19  อาคารเฉลิมพระเกียรติ จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม siam-businessforum-desing-thinking-siamUniversity-MBADesign Thinking เป็นกระบวนการที่ช่วยหาไอเดีย และสร้างต้นแบบไอเดียมาทดลอง การคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ จากการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง โดยการคิดระดมสมองเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น ต้นแบบ ของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ๆ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อการขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ให้กับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้น Design Thinking จึงเป็นกระบวนการคิดที่สามารถใช้ได้กับกระบวนการหาธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ

Design Thinking ถ่ายทอดโดย โค้ชเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง LUKKID บริษัทที่ให้คำปรึกษา และออกแบบหลักสูตรสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยในการอบรมครั้งนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร ได้รับการถ่ายทอดกระบวนการสร้างสรรค์เชิงออกแบบ เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจและแก้ปัญหาให้กับสังคม

  • เรียนรู้กระบวนการ Design Thinking (การคิดสร้างสรรค์เชิงออกแบบ) ที่ใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรม
  • เรียนรู้ “การเปิดใจ” เพื่อ “เข้าใจถึงปัญหา”
  • เรียนรู้ “วิธีระดมสมอง” และ “การขับเคลื่อนความคิดดีๆ” สู่การลงมือ “สร้าง” และ “ปฎิบัติ” จริง
  • กระบวนการแก้ปัญหาที่ “ถูกจุด”
  • กระตุ้นการคิด “นอกกรอบ” เพื่อแก้ปัญหาด้วยแนวคิด “Fail Fast, Fail Cheap, Fall Forward”

อ้างอิงจาก: 


โพสที่เกี่ยวข้อง:

Siam Business Forum 4 “Design Thinking

รายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการ (CD proceedings)
11th NATIONAL ACADEMIC CONFERENCE OF 2019
การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 11 มหาวิทยาลัยสยาม ประจำปี 2562
เรื่อง Professional management in a disruptive world
วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม 2562
ณ ห้องสัมมนา ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 12) มหาวิทยาลัยสยาม

   คลิกดาวน์โหลดฉบับเต็ม  / Link สำรอง  (size 16.1 MB )  

บทความ/Article

 

โพสกิจกรรม:  11th NATIONAL ACADEMIC CONFERENCE OF 2019

ภาพกิจกรรมภายในงาน:  https://drive.google.com/drive/folders/1Id0VyX8ZvzfQT6XaXGEbFiIQR4BH_ZnY

THE 11th NATIONAL ACADEMIC CONFERENCE OF 2019

Professional Management in a Disruptive World”

Venue: 19th Building 3rd, 4th, and 6th Floor

Presentation time table

MBA-อาคาร 12+19 มหาวิทยาลัยสยาม
THE 11th NATIONAL ACADEMIC CONFERENCE OF 2019

  1. เป็นผลงานที่ยังไม่เคยเผยแพร่ที่ใดๆมาก่อน
  2. เป็นผลงานวิจัยของคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย โดยที่ไม่ได้มีการคัดลอกมาจากบุคคลอื่น
  3. เป็นผลงานวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ หรือ การค้นคว้าอิสระ ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องตาม ประเด็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้
  • การจัดการทั่วไป เช่น การจัดการเทคโนโลยี การจัดการสารสนเทศ การจัดการโครงการ การจัดการอุตสาหการ การจัดการการศึกษา การจัดการทั่วไป ฯลฯ
  • การจัดการทางธุรกิจและบริหาร เช่น การบัญชี การเงิน การตลาด ธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ บริหารการศึกษา บริหารทั่วไป บริหารธุรกิจ ฯลฯ(Fanaticrun, 2562)
  • หัวข้อด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เศรษฐศาสตร์ การบริหารเศรษฐกิจ การจัดการองค์ความรู้ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการการโรงแรม ฯลฯ
รายละเอียดระยะเวลา
ระยะเวลารับส่งบทความ พร้อมชำระค่าลงทะเบียน*15 กุมภาพันธ์ – 15 มีนาคม 2562
ระยะเวลากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอ่าน และพิจารณาบทความ20 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2562
ส่งบทความฉบับสมบูรณ์ผ่านทางเวปไซด์ (ฉบับแก้ไข) *20 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2562
แจ้งผลการพิจารณาบทความผ่านทางเวปไซด์1 มีนาคม – 20 มีนาคม 2562
ประกาศกลุ่มและลำดับการนำเสนอบทความ*25 มีนาคม 2562
วันประชุมวิชาการและนำเสนอผลงาน30 มีนาคม 2562

 

หมายเหตุ

  1. ผลงานฉบับสมบูรณ์ที่นำเสนอจะเผยแพร่ในรูปแบบ Full Paper Proceedings
  2. ผู้นำเสนอที่ไม่ชำระค่าลงทะเบียนภายในเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์การนำเสนอผลงาน

3. คณะกรรมการจัดงานขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาตอบรับและตีพิมพ์บทความตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิโดยไม่คืนค่าลงทะเบียน

ชำระค่าลงทะเบียน

  • 1 – 15 มีนาคม พ.ศ. 2562
  • ค่าลงทะเบียน 2,500 บาท (สองพันห้าร้อยบาทถ้วน)
  • กรุณาแนบหลักฐานการชำระเงินพร้อมกับบทความทางเว็บไซต์ http://itschool.siam.edu:8080
  • ชำระค่าลงทะเบียนโดย เงินสด สั่งจ่ายในนาม ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยสยาม
  • หมายเลขบัญชี: 005-812028-8
  • ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยสยาม ประเภท ออมทรัพย์

Payment

  • Payment period 15 Feb – 15 Mar 2019
  • Registration Fee 2,500 Thai Baht
  • Please attach payment slip with manuscript at http://itschool.siam.edu:8080
  • Account Name: Siam University
  • Account Number: 005-812028-8
  • Type Account: Saving Bank Account
  • BBL Bank – Branch Siam University

 

อัตราค่าลงทะเบียนนี้ รวมค่าอาหารว่าง กระเป๋าเอกสาร เอกสารสำหรับการประชุม ใบประกาศนียบัตร ของที่ระลึก ซีดีรวมบทความที่ได้รับการคัดเลือกให้เผยแพร่ในรูปแบบประชุมวิชาการ (Full Paper Proceedings)ผู้ที่ประสงค์ส่งบทความสามารถส่งบทความที่เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยผู้เขียนบทความทุกคนต้องให้ ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อและนามสกุลของผู้เขียน หน่วยงานที่สังกัด รวมทั้งข้อมูลที่ติดต่อได้ให้ชัดเจน บทคัดย่อควรมีความยาวไม่ เกิน 300 คำ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) มีคำสำคัญ (Keyword) ไม่เกิน 5คำ โดยทั้งบทความภาษาไทย และบทความ ภาษาอังกฤษต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วยเช่นเดียวกัน ผู้ส่งบทความควรตรวจสอบความถูกต้องของ การพิมพ์ต้นฉบับ เช่น ตัวสะกด วรรคตอน และความเหมาะสม ความสละสลวยของการใช้ภาษา ผู้ส่งบทความจะต้องเขียน อ้างอิงเอกสารอื่นโดยจัดให้อยู่ในรูปแบบ APA Style (สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/APA_ style#Reference_list) และจะต้องตรวจสอบความถุกต้องและความสมบูรณ์ของการอ้างอิง ในกรณีที่ผู้ส่งบทความต้องการ อ้างอิงเอกสารภาษาไทย ควรใช้ชื่อตามด้วยปีที่ตีพิมพ์ในวารสาร เช่น (อำพล, 2557) และ (เฉลิมพร และคณะ, 2557) ในกรณีที่ผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป เป็นต้น รวมทั้งควรกำหนดประเภทของบทความให้ชัดเจนว่าเป็นบทความวิชาการหรือ บทความวิจัย

  1. ชื่อเรื่อง (Title) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  2. ชื่อผู้เขียน (Author (s)) ใช้ชื่อและนามสกุลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษพร้อมระบุหน่วยงานที่สังกัด รวมทั้ง E-mail ของผู้เขียนที่สามารถติดต่อได้
  3. บทคัดย่อ (Abstract) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีความยาวไม่เกิน 300 คำ
  4. คำสำคัญ (Keyword) ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จำนวนไม่เกิน 5 คำและระบุไว้ท้ายบทคัดย่อ
  5. เนื้อห(Contents)
    • บทควมวิจัยควรให้มีการนำเสนอการวิจัยและผลที่ได้รับอย่างเป็นระบบโดยควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ (สามารถมีหัวข้อหรือองค์ประกอบที่แตกต่างได้)
      • บทนำ(Introduction)
      • วัตถุประสงค์ของการวิจัย
      • สมมติฐานของการวิจัย (ถ้ามี)
      • แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
      • วิธีดำเนินการวิจัย (Research Methodology) ที่สามารถอธิบายวิธีการดำเนินการวิจัยรวมถึงการเก็บ ข้อมูล หรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยอย่างชัดเจน
      • สรุปผลการวิจัย (Results)
      • อภิปรายผล (Conclusion and Discussion)
      • ข้อเสนอแนะ
      • เอกสารอ้างอิง (References)
    • บทความวิชาการ หัวข้อและเนื้อหาควรชี้ประเด็นที่ต้องการนำเสนออย่างชัดเจน และมีลำดับเนื้อหาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ชัดเจน และเสนอแนะมีประเด็นอย่างสมบูรณ์ โดยควรประกอบด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้ (สามารถมีหัวข้อหรือองค์ประกอบที่แตกต่างได้)
      • บทนำ (Introduction)
      • แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
      • สาระในประเด็นต่างๆ (Contents)
      • สรุปและอภิปรายผล (Conclusion and Discussion)
      • ข้อเสนอแนะ
      • เอกสารอ้างอิง(References)

1. การจัดเค้าโครงหน้ากระดาษ A4 จำนวน 8 ถึง 10 หน้า

2. กรอบของข้อความในกระดาษ A4 กำหนดขอบเขตดังนี้ จากขอบบนของกระดาษ 1.25 นิ้ว ขอบล่าง 1.0 นิ้ว ขอบซ้าย 1.25 นิ้ว ขอบขวา 1.0 นิ้ว

3. ระยะห่างระหว่างบรรทัด หนึ่งช่วงบรรทัดของเครื่องคอมพิวเตอร์

4. ตัวอักษร ใช้ ไทยสารบัญ นิว (TH Sarabun New) เหมือนกันตลอดทั้งบทความ และพิมพ์ตามที่กำหนด

5. ชื่อเรื่อง (Title)

  • ภาษาไทย ขนาด 16 พอยต์, กำหนดกึ่งกลางหน้า, ตัวหนา
  • ภาษาอังกฤษ ขนาด 16 พอยต์, กำหนดกึ่งกลางหน้า, ตัวหนา

6. ชื่อผู้เขียน (ทุกคน)

  • ชื่อผู้เขียน ภาษาไทย – อังกฤษ ขนาด 14 พอยต์, กำหนดกึ่งกลาง
  • พิมพ์ที่อยู่ ภาษาไทย (สังกัดภาควิชา คณะ มหาวิทยาลัย) ขนาด 14 พอยต์, กำหนดกึ่งกลาง
  • อีเมล ขนาด 14 พอยต์, กำหนดกึ่งกลาง

7. บทคัดย่อ

  • ชื่อ “บทคัดย่อ” และ “Abstract” ขนาด 14 พอยต์, กำหนดกึ่งกลาง, ตัวหนา และเว้น 1 บรรทัด
  • Text บทคัดย่อภาษาไทย ขนาด 14 พอยต์ , กำหนดชิดขอบซ้าย , ตัวธรรมดา ย่อหน้า 0.5 นิ้ว
  • Text บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ขนาด 14 พอยต์ , กำหนดชิดขอบซ้าย , ตัวธรรมดา ย่อหน้า 0.5 นิ้ว

*** บทความภาษาไทยต้องมีทั้งบทคัดย่อภาษาไทย และบทคัดย่อภาษาอังกฤษ ***

8. คำสำคัญ (Keyword)

  • ระบุทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เลือกใช้คำที่เกี่ยวข้องกับบทความ อย่างน้อย 3 คำ ขนาด 14 พอยต์, ตัวธรรมดา

9. รายละเอียดบทความ

  • หัวข้อใหญ่ ขนาด 14 พอยต์ , กำหนดชิดซ้าย , ตัวหนา
  • หัวข้อรอง ขนาด 14 พอยต์ , กำหนดชิดซ้าย , ตัวหนา
  • ตัวอักษร ขนาด 14 พอยต์ , กำหนดชิดขอบ , ตัวธรรมดา
  • ย่อหน้า 0.5 นิ้ว

10. ภาพประกอบและตาราง

  • กรณีมีภาพประกอบและตาราง หัวตารางให้จัดชิดซ้ายของหน้ากระดาษ ชื่อภาพประกอบให้ระบุไว้ใต้ภาพ และจัดข้อความให้อยู่กึ่งกลางหน้า ใต้ตารางหรือภาพประกอบให้บอกแหล่งที่มาโดยพิมพ์ห่างจากเส้นคั่นใต้ตารางหรือชื่อภาพประกอบ 1 บรรทัด ใช้ตัวอักษรขนาด 14 พอยต์ ตัวปกติ

11. การพิมพ์อ้างอิงแทรกในเนื้อหาของบทความ

  1. ใช้การอ้างอิงแบบลำดับหมายเลข โดยระบุอยู่ท้ายข้อความหรือชื่อบุคคลที่นำมาอ้างอิง เริ่มจากหมายเลข 1, 2, 3 ไปตามลำดับการอ้างอิงก่อน-หลัง และจัดลำดับหมายเลขอ้างอิงอยู่ในวงเล็บใหญ่ เช่น สภาพเศรษฐกิจในอดีตของประเทศไทย [1] ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 [2]
  2. เมื่อมีการอ้างอิงซ้ำจะต้องใช้ลำดับหมายเลขเดิมในการอ้างอิงทุกครั้ง
  3. การอ้างอิงแทรกในตารางประกอบหรือข้อความบรรยายชื่อตาราง หรือข้อความบรรยายชื่อภาพประกอบต้องใช้ลำดับ หมายเลขสอดคล้องกับลำดับหมายเลขที่ได้อ้างอิงมาก่อนแล้วในเนื้อหาของบทความ
  4. การอ้างอิงมากกว่า 1 รายการ ถ้าอ้างอิงต่อเนื่องกันให้ใช้เครื่องหมายยัติภังค์ (Hyphen หรือ -) เชื่อมระหว่างรายการแรกถึงรายการสุดท้ายที่อ้างอิง เช่น [1-5], [7-12] เป็นต้น ถ้าการอ้างอิงมีลำดับไม่ต่อเนื่องกันให้ใช้เครื่องหมายจุลภาค (Comma หรือ ,) คั่นระหว่างรายการแรกกับรายการถัดไป เช่น [5,7], [4,10,12] เป็นต้น

12. การพิมพ์เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ (อ้างอิงจากการประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2555)

  1. เอกสารอ้างอิงทุกลำดับที่ปรากฏอยู่ท้ายบทความจะต้องมีการอ้างอิงแทรกอยู่หรือกล่าวถึงในเนื้อหาของบทความ
  2. จัดพิมพ์เรียงลำดับเอกสารอ้างอิงก่อน-หลัง ตามลำดับหมายเลขที่ได้อ้างอิงแทรกอยู่หรือกล่าวถึงในเนื้อหาของบทความ โดยไม่ต้องแยกภาษาและประเภทของเอกสารอ้างอิง กำหนดชิดขอบซ้ายของหน้ากระดาษ, ขนาด 14 พอยต์, ตัวธรรมดา
  3. หากรายละเอียดของเอกสารอ้างอิงมีความยาวมากกว่าหนึ่งบรรทัดให้พิมพ์ต่อบรรทัดถัดไปที่ย่อหน้าแรก กำหนดเว้นระยะจากขอบซ้ายของหน้ากระดาษ 7 ช่วงตัวอักษร (เริ่มพิมพ์ช่วงตัวอักษรที่ 8)

Paper Template and Format*

  1. Thai Language: TH Sarabun New 16 Bold for Headings, topics, and subtopics TH Sarabun New 14 for contents/ Table or figure in the middle of the paper
  2.  English Language: TH Sarabun New 16 Bold for Headings, topics, subtopics and TH Sarabun New 14 for contents/ Table or figure in the middle of the paper
  3.  Paper should be between 8 -10 pages include an abstract and references.
  4.  Paper size is A4
  5.  Abstract* should be in English, in Chinese or in Thai with English Translation

Download Paper Guidelines

  • ข้อกำหนดการจัดพิมพ์ต้นฉบับบทความ ภาษาไทยคลิกที่นี้
  • Paper Guidelines EnglishClick Here

Template

  • รูปแบบบทความ ภาษาไทย คลิกที่นี้ 
  • Template English Click Here

ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจ สังคมปัจจุบัน เป็นผลให้เกิดการพัฒนา เปลี่ยนแปลงของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดการ การลงทุน เศรษฐกิจ สังคม การปกครอง วัฒนธรรม ความรู้ การเปิดเสรีในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ด้วยเหตุนี้ การจะพัฒนาการบริหารงานและเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อตอบรับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น การจัดการองค์ความรู้และความเข้าใจในศาสตร์ด้านการบริหารธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยและงานวิชาการ สามารถเป็นแรงขับเคลื่อน และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ต่อทั้งองค์กร บุคคล และสังคม

ดังนั้นการจัดงานประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาเป็นกลไกหนึ่งในการที่จะผลักดันคุณภาพงานวิจัยเพื่อตอบสนองประโยชน์ข้างต้นนั้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2558 ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวทางคณะอนุกรรมการสาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะกรรมการฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ประจำปี 2562 ครั้งที่ 1 หัวข้อ “Professional management in a disruptive world” เพื่อสร้างเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านวิชาการความคิดเห็น ประสบการณ์ ความชำนาญ และการบริหาร

  • เพื่อสร้างเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัย ถ่ายทอดและนำผลงานเผยแพร่สู่สาธารณชน
  • เพื่อพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และ ศักยภาพงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา
  • เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา และสังคมส่วนรวม

กลุ่มเป้าหมายจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 100 คน

  • นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ
  • คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และประชาชนทั่วไปที่สนใจ
  1. ผลงานวิทยานิพนธ์และการศึกษาค้นคว้าอิสระระดับบัณฑิตศึกษาของนิสิต นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน จะได้รับการสนับสนุนให้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบที่เป็นเอกสารทางวิชาการ เป็นที่ยอมรับ
  2. นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณาจารย์ และผู้ที่เข้าร่วมประชุมเสนอผลงาน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน ได้รับประสบการณ์ในการนำเสนอผลงานต่อที่ประชุมสัมมนาและผู้เสนอผลงานได้รับการพัฒนาทักษะการนำเสนอและพัฒนาคุณภาพงานด้านวิชาการและวิจัย
  3. ได้องค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนา องค์กร บุคคล และสังคมส่วนรวม
  • คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยสยาม และ คณะอนุกรรมการสาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะกรรมการฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  1. รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวณิช ที่ปรึกษา
  2. ผศ.ดร.ศรีไพร ศักดิ์รุ่งพงศากุล ประธาน
  3. ดร.พิเชษฐ์ มุสิกะโปดก รองประธาน
  4. ผศ.ดร.อำพล นววงศ์เสถียร รองประธาน
  5. อาจารย์ประทานพร โสภาจิติ์วัฒนะ รองประธาน
  6. ผศ.ดร.โอม หุวะนันทร์ กรรมการ
  7. ผศ.ดร.พัฒน์ พิสิษฐเกษม กรรมการ
  8. ผศ.ดร.บุษยา วงษ์ชวลิตกุล กรรมการ
  9. ดร.สุริย์วิภา ไชยพันธุ์ กรรมการ
  10. ดร.ณกมล จันทร์สม กรรมการ
  11. ดร. ธนกร ลิ้มศรัณย์ กรรมการ
  12. ดร. กานต์จิรา ลิมศิริธง กรรมการ
  13. ดร. พิจิตร เอี่ยมโสภณา กรรมการ
  14. ดร. ธีติมา ปิยะศิริศิลป์ กรรมการ
  15. อาจารย์นีรนุช เนื่องวัง กรรมการ
  16. นางสาวธิรินทร์ญดา ธนาภาฐิติวัฒน์ ผู้ประสานงานโครงการ
  17. นางสาวจิรภัทร์ สวัสดีวงค์ ผู้ประสานงานโครงการ
  18. นางสาวณัฐกุล อินทรชิต ผู้ประสานงานโครงการ
  19. นางสาวพรรณราย เที่ยงสมพงษ์ ผู้ประสานงานโครงการ

นักศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต IMBA มหาวิทยาลัยสยาม ร่วมกิจกรรมภายในงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และแสดงถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ประชาสัมพันธ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่อยู่คู่สายสายน้ำ ตลอดมาและตลอดไป วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๒  ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า

ภายในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุค ตกแต่งอย่างร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพรรณ และความฉ่ำเย็นแห่งสายน้ำ ยังมีกิจกรรมสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่

นิทรรศการพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ ๑-๑๐

ชมภาพเขียนภาพจิตรกรรมทิวทัศน์และภาพสามมิติ โดยสำนักช่างสิบหมู่ ได้แก่ ภาพสามมิติ ปลากระโดดจากน้ำ, ภาพสามมิติเป็นภาพเด็กและเครื่องมือจับปลาสมัยโบราณ, ภาพสามมิติเป็นภาพประเพณีลอยกระทง, ภาพสามมิติเป็นภาพสะพานข้ามคลอง รถโบราณ คันโยกสูบน้ำโบราณ เรือพระราชพิธี วิถีชีวิตเกษตรกรที่ผูกพันกับสายน้ำ

ชมการแสดงเห่เรือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ พร้อมการแสดงเห่เรือ ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต

กิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับเหล่าศิลปินดารา ระหว่างเวลา ๑๘.๐๐-๑๙.๐๐ น. รายได้จะถวายเป็นพระราชกุศลต่อไป โดยมีจุดถ่ายภาพ ๓ จุด คือ ๑. บริเวณพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์จำลอง ๒. บริเวณหน้าบ้านเรือนแพแฝดคู่ ๓. บริเวณเรือพระราชพิธีจำลองขนาดครึ่งของลำจริง อันประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สำหรับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ จำลอง ดำเนินการโดยสำนักสถาปัตยกรรม

รับชมการแสดงต่างๆ จากทั่วประเทศ ทั้ง 4 ภาค (กลาง/เหนือ/อีสาน/ใต้) ในรูปแบบ มหรสพ หนังกลางแปลง โขน ลิเก ณ เวทีการแสดงสนามเสือป่า รายการการแสดงคลิก http://phralan.in.th/schedule.php?id=5

 

ชิมอาหารสูตรชาววัง ทั้งอาหารคาว อาหารหวานสูตรชาววัง ณ บริเวณตลาดบกวิถี 4 ภาค และตลาดน้ำ

ร่วมลุ้นชิงรางวัล “สลากอุ่นไอรัก” ในราคา 129 บาท ลุ้นรับรางวัลใหญ่ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ มูลค่า 3 ล้านบาท, รถยนต์ TOYOTA, HONDA และของรางวัลอื่น ๆ

กิจกรรม มัจฉาพาโชค สำหรับผู้ร่วมงานได้ลุ้นรางวัลเป็นประจำทุกวัน ในราคา 25 บาท มีของรางวัล อาทิ รถจักรยานพระราชทาน รถจักรยานยนต์ และสร้อยคอทองคำ

กิจกรรมปลูกฝังวินัยจราจร ให้กับเด็กๆ ได้ฝึกขับขี่รถจำลองสถานการณ์บนท้องถนน เพื่อเรียนรู้ถึงหลักปลอดภัยในการใช้ทาง การปฏิบัติตามเครื่องหมายสัญญาณจราจร การสร้างจิตสำนึกในการใช้ทาพร้อมกับรับของรางวัลและประกาศนียบัตร

ร่วมทำบุญจากการซื้อของที่ระลึกจาก ร้านจิตอาสา 904 ได้แก่ แก้วน้ำ แก้วกาแฟ ร่ม เสื้อคอกลม เสื้อโปโล กระติกน้ำจักรยาน ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ภาพวาดการ์ตูนลายพระหัตถ์ และพระปรมาภิไธย ลงบนของที่ระลึก

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.2199840233405390&type=3

วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๒ รองศาสตราจารย์ ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นำนักศึกษา IMBA มหาวิทยาลัยสยาม ร่วมกิจกรรมภายในงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” เมื่อ 17 ม.ค. 62

Siam Business Forum 3 “The Future of Education” วันที่ 21 พ.ย. 2018 บรรยายโดย คุณกระทิง พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt สถาบันสอนสตาร์ตอัพ ผู้บริหารกองทุน 500 TukTuks กองทุนย่อยในเครือ 500 Startups ของสหรัฐอเมริกา ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ อาคาร 19 ชั้น 10  เวลา 13.30-15.00 น. ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช รองอธิการบดี และคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายทิศทางและอนาคตในแวดวงการศึกษาไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption อย่างเต็มตัว ที่ต้องเร่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อรองรับกับความต้องการแรงงานคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น Siam Business Forum ครั้งที่ 3 จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ MBA, รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช (คณบดี)

รู้จักกระทิง พูนผล

กระทิง พูลผล (คุณเรืองโรจน์ พูนผล) จากเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่คุณแม่ตั้งชื่อให้แข็งแรงเหมือนกระทิง เรียนหนังสือในโรงเรียนประถมวัดคูยาง จังหวัดกำแพงเพชร ค้นพบตัวเองจากรางวัลที่ 2 การประกวดอ่านร้อยแก้วประจำจังหวัด และก้าวเข้าไปสู่รางวัลเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิก เหรีญทองแดงคณิตศาสตร์โอลิมปิค และที่สาม ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย จากโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สอบติดแพทย์ศิริราช และเปลี่ยนมาเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 1 เข้าทำงานที่บริษัทในเครือพีแอนด์จี แล้วเรียนต่อหลักสูตรอินเตอร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานฝ่ายขาย และการตลาดของพีแอนด์จี จนกระทั่งเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาครองโลก และธุรกิจต่างๆ ในยุคเริ่มต้น จนมีมูลค่ามหาศาล และทรงอิทธิพลต่อคนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เช่น บริษัทขายสินค้าออนไลน์อย่าง Yahoo ร้านค้าเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จจนมีมูลค่าทางธุรกิจเป็นหมื่นๆ ล้าน ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้ กระทิง พูลผล สนใจที่จะเข้าไปสู่ “ซิลิคอน แวลลีย์” บริษัทที่อุดมไปด้วยบุคลากรที่จบจากโรงเรียนบริหารด้านธุรกิจ สถาบันสแตนฟอร์ด ผู้ให้กำเนิด Google, Yahoo, Instagram เป็นต้น (ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ, 2559)

กระทิง พูลผลเข้าสู่สถาบันแสตนฟอร์ด มีโอกาสได้เข้าเรียนในคลาสที่มี อีริค ชมิดท์ ประธานกรรมการบริหาร กูเกิล อิงค์ กับรูปแบบยุทธศาสตร์ในการทำสตาร์ตอัพยุคแรกของยาฮูและอีเบย์ ได้ทำให้คุณกระทิง เกิดมุมมองและแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับสตาร์ตอัพ และได้ฟังแนวคิดด้านการเป็นสตาร์ทอัพยุคแรกจาก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าของบริษัท Facebook


รู้จัก กองทุน 500 TukTuks

กองทุน 500 TukTuks คือการลงทุนในสตาร์ตอัพเมืองไทยระดับ seed stage (รับเงินลงทุนก้อนแรก) หรือก่อน series A โดยมีโจทย์ว่าจะลงทุนให้ได้ 50 บริษัทภายใน 3 ปีข้างหน้า ตอนนี้ลงทุนไปแล้วประมาณ 10 บริษัท ก็เหลืออีก 40 ราย คิดเลขง่ายๆ คือเดือนละบริษัท

สิ่งที่กองทุนนี้มอบให้คือเงิน กรอบประมาณ 1 แสนดอลลาร์หรือ 3 ล้านบาท แต่นอกจากเงินแล้ว 500 TukTuks ยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับผลักดันสตาร์ตอัพในแง่ความรู้และคอนเนคชั่นด้วย เพราะเราอยู่ในสังกัดของ 500 Startups ซึ่งเป็น 1 ใน 3 กองทุนชื่อดังของสหรัฐที่ลงเงินในบริษัทขั้น early-stage (อีก 2 รายคือ Y Combinator และ Techstars) ถือเป็นการยกกองทุนจากซิลิคอนวัลเลย์มาเมืองไทยเป็นครั้งแรก

สิ่งที่ 500 Startups มีให้คือโครงการบ่มเพาะที่เรียกว่า Distribution หรือเรียกสั้นๆ ว่า Distro เป็นทีมผู้เชี่ยวชาญที่สอนเรื่องกระบวนการด้านตัวเลขโดยเฉพาะ เช่น ต้นทุนในการหาผู้ใช้ การผลักดันอัตราการเติบโต (growth hacking) ไว้พอเราลงทุนในบริษัทได้จำนวนเยอะพอสมควร ก็จะดึงทีม Distro บินมาสอนที่เมืองไทยเลย

สิ่งที่ 500 TukTuks ช่วยได้คือเครือข่ายของ 500 Startups ในระดับโลก อธิบายง่ายๆ คือ 500 TukTuks จะลงทุนขั้นต้นในขั้นของเมืองไทยให้ก่อน พอบริษัทเดินหน้าไปได้ระดับหนึ่งแล้วก็ยังมีกองทุน 500 Durians ที่จับตลาดระดับเอเชียตามลงทุนต่อให้ และถ้าไปได้ไกลกว่านั้นก็จะเป็น 500 Startups อันหลักเลย ดันไปได้ถึง series B

เครือข่ายของ 500 Startups สามารถเชื่อมต่อให้คุยกันได้ เช่น ถ้ามีบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กันในประเทศอื่น เราสามารถต่อให้ founder คุยกันเพื่อรับทราบประสบการณ์แบบเดียวกันได้ ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดจากศูนย์

500 TukTuks มองหาบริษัทแบบไหน

บริษัทที่เรามองหาคือคนที่ยังไม่ได้รับเงินลงทุนแม้แต่ก้อนเดียว ถ้าคิดว่าพร้อมจะลุย มีทีมงานแล้ว ยังไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ มาคุยได้เลย

การมาร่วมกับ 500 TukTuks เราคาดหวังว่าจะต้องมาทำงานแบบฟูลไทม์ ต้องจดบริษัท ตอนมาคุยยังไม่จดบริษัทหรือไม่ลาออกจากงานประจำก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามาแล้วก็ขอให้พร้อมสำหรับการทำงานเต็มเวลา

บริษัทแบบที่เราต้องการคือบริษัทที่ทำธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต สามารถสเกลหรือขยายตัวได้จากประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต บริษัทด้านฮาร์ดแวร์อาจยังไม่เข้าข่ายเพราะเราไม่เชี่ยวชาญ สิ่งที่เราอยากได้คือนำโมเดลธุรกิจจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้ว มีตัวอย่างพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง นำมาปรับแต่งให้เหมาะสมกับตลาดเมืองไทย และในระยะต่อไปสามารถขยายไปยังระดับภูมิภาคได้

ตัวอย่างบริษัทแบบนี้ก็อย่างเช่น Ookbee, Wongnai, Priceza ที่นำโมเดลของต่างประเทศมาบุกตลาดไทยจนประสบความสำเร็จแล้ว ตัวอย่างโมเดลที่เราสนใจก็พวกทำ marketplace และ e-commerce เฉพาะด้าน

ทีม founder ที่เราอยากเห็นคือทีมที่มีครบทั้งคนทำด้านธุรกิจ ด้านเทคนิค ด้านดีไซน์ 3 อย่าง ซึ่งจากประสบการณ์พบว่าทีมเมืองไทยยังไม่ค่อยครบสายเท่าไร บางครั้งก็เป็นทีมด้านธุรกิจหมดเลย หรือด้านเทคนิคกันทุกคนเลย

ตัวอย่างบริษัทที่เราลงทุนไปแล้วคือ Blisby ตลาดซื้อขายงานประดิษฐ์ และ Omise บริษัททำระบบจ่ายเงิน

ถ้าสนใจอยากเข้าไปขอเงินลงทุนจาก 500 TukTuks ต้องทำอย่างไร

นัดเข้ามาคุยได้เลยครับ เมลมาที่ krating@500.co หรือถ้าเจอตัวที่ไหนก็เดินเข้ามาคุยได้เลย
(blog, 2015)

 

Siam Business Forum 3


mk’s blog. (29 มิถุนายน 2015). สัมภาษณ์ กระทิง พูนผล บริษัทสตาร์ตอัพแบบไหนที่กองทุน 500 TukTuks ต้องการ. เข้าถึงได้จาก BLOGNONE: https://www.blognone.com/node/68053

ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ. (13 มีนาคม 2559). “กระทิง พูนผล” มือปั้นสตาร์ทอัพไทย. เข้าถึงได้จาก Posttoday: https://www.posttoday.com/politic/report/421196

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์. (24 สิงหาคม 2558). “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล Behind a Startup. เข้าถึงได้จาก Forbes Thailand: http://www.forbesthailand.com/news-detail.php?did=535


เว็บไซต์ Startupthailand: https://www.startupthailand.org/
ติดตามแฟนเพจ @500tuktuks: https://www.facebook.com/500tuktuks/


โพสที่เกี่ยวข้อง:

Siam Business Forum 3 The Future of Education

The Future of Thailand “Siam Business Forum 2nd” Dr.Supachai Panitchpakdi

Former Director-General, World Trade Organization (ETO)
Former Secretary-General, UNCTAD
Former Deputy Prime Minister & Minister of Commerce

29 August 2018 / 13.30-15.00 p.m.
Auditorium, Building 19 Floor 19

บัณฑิตวิทยาลัย บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ร่วมรับฟังการบรรยาย เรื่อง “The Future of Thailand” โดย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ,รมต.ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ,ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก(WTO) และ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(UNCTAD) เนื่องในกิจกรรม “Siam Business Forum ครั้งที่ 2” วันพุธที่ 29 สิงหาคม เวลา 13:30-15:00 น. ณ ห้องAuditorium (ชั้น19 อาคาร19) มหาวิทยาลัยสยาม


 “Future of Thailand”  โดย ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์

ท่าน ดร.ศุภชัย เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงหัวข้อในวันนี้ (อนาคตของประเทศไทย: Future of Thailand) ว่าเป็นหัวข้อที่เปิดโอกาสให้ผู้พูดได้พูดในสิ่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางตามที่ตัวผู้พูดต้องการ ดังนั้น การพูดในวันนี้จะเป็นสิ่งที่ตัวท่านเห็นว่าสำคัญและเกี่ยวข้องกับงานของท่าน ไม่ว่าจะเป็นที่ องค์การสหประชาชาติ หรือ องค์การการค้าโลก ซึ่งท่านจะพยายามสะท้อนออกมาให้พวกเราเห็นถึงอนาคตในวันข้างหน้าของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การพูดในวันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับมุมมองของภาครัฐ

The Future of Thailand "Siam Business Forum ครั้งที่ 2" Dr.Supachai Panitchpakdi
การคาดการณ์อนาคต หรือการทำนายว่ามันจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ควรต้องมีภาพคร่าวๆ ว่า มันจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็เพื่อกำหนดเป็นเป้าหมายและทิศทางที่จะร่วมกันก้าวไป แล้วที่จริงไทยเรามีอนาคตหรือไม่ คำถามนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาขบคิดกัน เราอาจเริ่มพิจารณาจากสิ่งที่นักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติมองอนาคตของเรา หากสังเกตจากโพลต่างๆ จำนวนไม่น้อยก็แสดงให้เห็นว่า พวกเขามีความเชื่อมั่นที่เป็นบวกต่ออนาคตของประเทศไทย ท่าน ดร.ศุภชัยเองก็เคยพบในหน้าหนังสือพิมพ์เช่นกันว่าไทยเรามักจะถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่น่าลงทุนที่สุด ภาครัฐก็เช่นกัน มักจะประกาศหรือรายงานสภาวะเศรษฐกิจไปในทิศทางที่เป็นบวก ซึ่งเป็นไปได้ที่อาจจะไม่ตรงกับที่เป็นจริงนัก การรายงานแต่เฉพาะสิ่งที่ผู้คนอยากฟังอาจทำเพื่อให้ตัวเองดูดี หรือเพื่อความสบายใจของประชาชน อาจเป็นเจตนาดี แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง และขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือต่อเหตุการณ์ร้ายที่กำลังจะมาถึงได้


 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรากฏขึ้นมักจะฟ้องถึงการขัดกันระหว่างสิ่งที่ออกสื่อกับข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ตัวเลขจาก การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (The United Nations Conference on Trade and Development: UNCTAD) แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยในในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างมากจากช่วงรุ่งเรืองในอดีต เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า เราสูญเสียความแข็งแกร่งในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติไป เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญมากในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศ โดยปกติแล้วประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย เราควรจะเติบโตปีละ 5% และควรจะเติบโตในระดับนี้อย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อผู้คนจะได้มีงานทำอย่างเพียงพอ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตาม จะต้องทำให้ทั่วถึงกันทุกภาคส่วน และเน้นไปที่กลุ่มคนในระดับล่างโดยให้มีอัตราเร่งที่เร็วเพียงพอที่จะตามกลุ่มอื่นๆ ได้ทัน สำหรับประเทศไทย หากจะเติบโตปีละ 5% เราควรจะต้องมีการลงทุนประมาณ 28-30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แต่ในปัจจุบันเรามีการลงทุนประมาณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต้นๆ เท่านั้น


Siam-Business-Forum-The-Future-of-Thailand01อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องให้ความสำคัญสำหรับอนาคตประเทศไทยก็คือ การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง การกระจายรายได้ของเรายังมีปัญหา ผู้คนที่มักจะถูกละเลยก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะไม่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อไม่นานนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการส่งออกจะเติบโตขึ้นมากและมีทิศทางที่สดใส เม็ดเงินที่ได้มาก็ไม่ได้กระจายไปถึงมือผู้มีรายได้น้อยเท่าไรนัก เราคงจะมีอนาคตที่ดีไม่ได้ หากยังมีช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน และช่องว่างนั้นนับวันจะยิ่งห่างขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การลงทุนที่กล่าวแล้วข้างต้น จะต้องถูกกำหนดให้อยู่ในโครงการที่ส่งเสริมความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และโอกาส โดยเฉพาะให้แก่ผู้คนในระดับล่าง หากเราใช้เกณฑ์ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals : UNSDG) ที่ว่าประเทศควรจะเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในกลุ่ม 40% ด้านล่าง ให้พวกเขาได้มีรายได้เติบโตอย่างน้อย 2 เท่าของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น หากไทยเราจะเติบโตปีละ 5% เราก็ควรมีอัตราการเติบโตของรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยในกลุ่ม 40% ล่าง ประมาณ 10%


Siam-Business-Forum-The-Future-of-Thailand01

ความเข้าใจในเรื่องการแบ่งแยกกันในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เป็นทางการ กับเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ (Segmentation: formal and informal sectors) ก็มีผลต่ออนาคตของประเทศไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการค่อนข้างมาก เศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการจะคอยเกื้อหนุนเศรษฐกิจที่เป็นแบบทางการ โดยเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการจะคอยสนับสนุนแรงงานและวัตถุดิบราคาถูกให้แก่เศรษฐกิจแบบทางการ แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐมักจะละเลยเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ จึงทำให้การดำเนินนโยบายจำนวนมากไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ เราจึงควรมีนโยบายที่ส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจทั้ง 2 ขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่อง การแบ่งแยกกันในระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจชุมชน ความร่วมมือกันของผู้คนในชุมชน การส่งเสริมให้มีการแข่งขัน และการคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีความจำเป็น


The Future of Thailand "Siam Business Forum ครั้งที่ 2" Dr.Supachai Panitchpakdi

ในตอนท้าย ท่าน ดร.ศุภชัย ได้กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษา ท่านเห็นว่า เราสมควรที่จะมีแผนระยะยาวเอาไว้เสมอ แม้ว่าเราไม่อาจรู้เลยว่าในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เราก็ควรจะมีแผนเพื่อเตรียมรับมือกับมัน และการศึกษาถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะคุณภาพของคนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ เราควรส่งเสริมเศรษฐกิจฐานความรู้ให้มาก การศึกษาจะต้องครอบคลุมและทั่วถึง โดยให้โอกาสแก่ทุกๆ คน อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อผู้คนจะได้มีโอกาสเลือก ดังที่ อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้กล่าวไว้ว่า การมีอิสระที่จะเลือก คือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง

แปล-เรียบเรียง โดย ผศ.ดร.รัฐวุฒิ รู้แทนคุณ และ ดร.พิจิตร เอี่ยมโสภณา

โพสที่เกี่ยวข้อง:

Scroll to Top